หน่วยสมรรถนะ

หน่วยสมรรถนะ

จัดทำผลงานวิจัยในรูปแบบรายงานการวิจัย บทความวิชาการ การจัดประชุมเผยแพร่ผลงานวิจัย หรือการนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ

สาขาวิชาชีพบริการการศึกษา วิจัย และภาษา


รายละเอียดหน่วยสมรรถนะ


1. รหัสหน่วยสมรรถนะ ILS-RDV-7-058ZB

2. ชื่อหน่วยสมรรถนะ จัดทำผลงานวิจัยในรูปแบบรายงานการวิจัย บทความวิชาการ การจัดประชุมเผยแพร่ผลงานวิจัย หรือการนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ

3. ทบทวนครั้งที่ - / -

4. สร้างใหม่ ปรับปรุง

5. สำหรับชื่ออาชีพและรหัสอาชีพ (Occupational Classification)


ผู้จัดการด้านวิจัยและพัฒนา (1223) (ISCO-08) 


1 1223 ผู้จัดการด้านวิจัยและพัฒนา

6. คำอธิบายหน่วยสมรรถนะ (Description of Unit of Competency)


ผู้ที่ผ่านหน่วยสมรรถนะนี้สามารถเขียนรายงานการวิจัยหรือบทความวิชาการ ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากล โดยกำหนดจุดมุ่งหมายในการเขียนรายงานการวิจัยหรือบทความวิชาการ วางโครงร่าง (Outline) รายงานการวิจัยหรือเขียนบทความวิชาการฉบับร่าง ตรวจทานรายงานการวิจัยหรือบทความวิชาการฉบับร่าง เพื่อปรับปรุงและแก้ไข และจัดพิมพ์รายงานการวิจัยหรือบทความวิชาการตามรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากล และนำส่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ อีกทั้งยังสามารถจัดประชุมเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยหรือนำเสนอผลงานวิจัยในที่ประชุมวิชาการ โดยค้นหาเวทีการประชุมวิชาการที่จะนำเสนอผลงานวิจัยให้สอดคล้องกับเรื่องที่ทำวิจัย ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ สมัครลงทะเบียนเพื่อนำเสนอผลงานวิจัย ออกแบบและผลิตสื่อที่ใช้ประกอบการนำเสนอ และเตรียมตัวนำเสนอผลงานวิจัยต่อที่ประชุมวิชาการ


7. สำหรับระดับคุณวุฒิ
1 2 3 4 5 6 7 8

8. กลุ่มอาชีพ (Sector)


สาขาวิชาชีพบริการวิจัย สาขาการวิจัยและพัฒนา


9. ชื่ออาชีพและรหัสอาชีพอื่นที่หน่วยสมรรถนะนี้สามารถใช้ได้ (ถ้ามี)


N/A


10. ข้อกำหนดหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง (Licensing or Regulation Related) (ถ้ามี)


คู่มือจรรยาวิชาชีพวิจัยและแนวทางปฏิบัติ โดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (พ.ศ. 2555)


11. สมรรถนะย่อยและเกณฑ์การปฏิบัติงาน (Elements and Performance Criteria)
หน่วยสมรรถนะย่อย (EOC) เกณฑ์ในการปฏิบัติงาน (Performance Criteria) รหัส PC
01311 เขียนรายงานการวิจัยหรือบทความวิชาการ ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากล 1. กำหนดจุดมุ่งหมายในการเขียนรายงานการวิจัยหรือบทความวิชาการ 01311.01
01311 เขียนรายงานการวิจัยหรือบทความวิชาการ ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากล 2. วางโครงร่าง (Outline)รายงานการวิจัยหรือเขียนบทความวิชาการฉบับร่าง 01311.02
01311 เขียนรายงานการวิจัยหรือบทความวิชาการ ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากล 3. ตรวจทานรายงานการวิจัยหรือบทความวิชาการฉบับร่างเพื่อปรับปรุงและแก้ไข 01311.03
01311 เขียนรายงานการวิจัยหรือบทความวิชาการ ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากล 4. จัดพิมพ์รายงานการวิจัยหรือบทความวิชาการตามรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากลและนำส่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ 01311.04
01312 จัดประชุมเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยหรือนำเสนอผลงานวิจัยในที่ประชุมวิชาการ 1.ค้นหาเวทีการประชุมวิชาการที่จะนำเสนอผลงานวิจัยให้สอดคล้องกับเรื่องที่ทำวิจัยทั้งในระดับชาติและนานาชาติ 01312.01
01312 จัดประชุมเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยหรือนำเสนอผลงานวิจัยในที่ประชุมวิชาการ 2. สมัครลงทะเบียนเพื่อนำเสนอผลงานวิจัย 01312.02
01312 จัดประชุมเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยหรือนำเสนอผลงานวิจัยในที่ประชุมวิชาการ 3. ออกแบบและผลิตสื่อที่ใช้ประกอบการนำเสนอ 01312.03
01312 จัดประชุมเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยหรือนำเสนอผลงานวิจัยในที่ประชุมวิชาการ 4. เตรียมตัวนำเสนอผลงานวิจัยต่อที่ประชุมวิชาการ 01312.04

12. ความรู้และทักษะก่อนหน้าที่จำเป็น (Pre-requisite Skill & Knowledge)


- ความรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัย




- ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานจรรยาบรรณ ข้อกำหนดทางกฎหมาย ข้อกำหนดด้านการวิจัย และความรับผิดชอบต่อชุมชน/สังคม/ประเทศ




- ทักษะการใช้โปรแกรมในการนำเสนอผลงานวิจัย อาทิ Power Point




- ทักษะและความสามารถทางด้านภาษา


13. ทักษะและความรู้ที่ต้องการ (Required Skills and Knowledge)

(ก) ความต้องการด้านทักษะ


- ทักษะในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล




- ทักษะในการปรับข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม




- ทักษะในการสร้างเครือข่ายเพื่อแบ่งปันความรู้ด้านการวิจัย




- ทักษะในการเขียนงานวิจัยที่เป็น Originality




- ทักษะในการศึกษาข้อมูลงานวิจัยจากวารสารหรือฐานข้อมูลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่




- ทักษะในการศึกษางานวิจัยจากแหล่งข้อมูลที่มีความทันสมัย




- ทักษะในการสร้างแรงจูงใจเพื่อกระตุ้นให้เกิดงานวิจัย

(ข) ความต้องการด้านความรู้


- ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล




- ความรู้เกี่ยวกับการปรับข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม




- ความรู้เกี่ยวกับการสร้างเครือข่ายเพื่อแบ่งปันความรู้ด้านการวิจัย




- ความรู้เกี่ยวกับการเขียนงานวิจัยที่เป็น Originality




- ความรู้เกี่ยวกับการศึกษาข้อมูลงานวิจัยจากวารสารหรือฐานข้อมูลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่




- ความรู้เกี่ยวกับการศึกษางานวิจัยจากแหล่งข้อมูลที่มีความทันสมัย




- ความรู้เกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจเพื่อกระตุ้นให้เกิดงานวิจัย


14. หลักฐานที่ต้องการ (Evidence Guide)


1. หลักฐานการปฏิบัติงาน (Performance Evidence)




- เอกสารรับรองประสบการณ์ทำงานจากหัวหน้างาน/ผู้ประกอบการ




- แฟ้มสะสมผลงาน




- รายงานการวิจัยที่ได้ดำเนินการ




2. หลักฐานความรู้ (Knowledge Evidence)




- ใบรายงานผลการศึกษาที่แสดงคุณวุฒิตามคุณสมบัติและข้อกำหนดของระดับที่เข้ารับการทดสอบ




- ใบรับรองการผ่านการฝึกอบรมด้านการวิจัย




3. คำแนะนำในการประเมิน




- เจ้าหน้าที่สอบตรวจประเมินหลักฐานโดยพิจารณาจากร่องรอยหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลักฐานด้านปฏิบัติงานและหลักฐานด้านความรู้




4. วิธีการประเมิน




- การประเมินความรู้ โดยใช้ข้อสอบข้อเขียนแบบข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก 


15. ขอบเขต (Range Statement)


Rosenthal และ Rosnow (1996) และ Turabian (1973) บทความวิจัยและรายงานการวิจัยประกอบด้วยส่วนสำคัญ 6 ส่วน ดังนี้
1) บทคัดย่อ เป็นเนื้อหาสาระส่วนที่นำเสนอวัตถุประสงค์การวิจัย วิธีการวิจัย และผลการวิจัยโดยสรุป เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของงานวิจัยทั้งฉบับ เนื้อหาสาระในส่วนนี้เป็นข้อความที่มีคำสำคัญ (Keywords) ทั้งหมดในบทความวิจัย และเป็นข้อความสั้น กะทัดรัด ไม่เยิ่นเย้อ
2) ส่วนนำ เนื้อหาสาระในส่วนนำของบทความวิจัยประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน ส่วนแรกเป็นการบรรยายให้ผู้อ่านได้ทราบว่า บทความวิจัยนี้พัฒนามาจากผลงานวิจัยที่มีมาก่อนหน้านี้อย่างไรบ้าง และนำมาสู่ปัญหาวิจัยอย่างไรการเขียนส่วนนำนิยมเขียนในลักษณะอ้างอิงเชื่อมโยงผลงานวิจัยในอดีตโดยชี้ให้เห็นว่ามีปัญหาอะไรที่จำเป็นต้องทำวิจัยต่อและนำเข้าสู่ปัญหาวิจัย ส่วนที่สองกล่าวถึงปัญหาวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัย ส่วนที่สาม คือ รายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเฉพาะส่วนที่เป็นทฤษฎีและงานวิจัยที่สำคัญ ซึ่งนำไปสู่การสร้างกรอบแนวคิดสำหรับการวิจัยรวมทั้งสมมุติฐานการวิจัย ส่วนที่สี่เป็นรายงานระบุเหตุผลพร้อมเอกสารอ้างอิงในการเลือกวิธีดำเนินการวิจัยที่ใช้ในบทความวิจัยนี้ เพื่อเตรียมผู้อ่านให้สามารถเชื่อมโยงความคิดกับเนื้อหาสาระในส่วนต่อไป
ในลำดับต่อไป
3) วิธีการ เนื้อหาสาระในส่วนวิธีการเป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีดำเนินการวิจัย ถ้าเป็นการวิจัยเชิงปริมาณประกอบด้วยการบรรยายลักษณะของประชากร กลุ่มตัวอย่างและวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ความสมบูรณ์ของกลุ่มตัวอย่าง นิยามตัวแปรเครื่องมือวิจัยและคุณภาพเครื่องมือ วิธีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล และข้อสังเกตที่สำคัญเกี่ยวกับวิธีดำเนินการวิจัย ถ้าเป็นการวิจัยเชิงคุณลักษณะประกอบด้วย การบรรยายสนาม (Field) ที่ศึกษาการเลือกและลักษณะของกรณี (Case) ที่ศึกษาขอบข่ายของข้อมูล วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล
4) ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เนื้อหาสาระในส่วนผลการวิเคราะห์ข้อมูลเริ่มต้นด้วยการบรรยายว่า ผู้วิจัยจะเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร จากนั้นจึงเป็นการนำเสนอผลการวิเคราะห์พร้อมทั้งการตีความ ในส่วนนี้มีการนำเสนอตารางและภาพประกอบเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ที่สำคัญในตารางหรือภาพต้องมีการบรรยายในส่วนที่เป็นข้อความด้วย มิใช่การเสนอตารางหรือรูปโดยไม่มีการบรรยาย
5) การอภิปรายและ/หรือการสรุปผลการวิจัย  บทความวิจัยในส่วนการอภิปราย และ/หรือการสรุป เป็นการบรรยายสรุปข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยประกอบกับการอธิบายว่าข้อค้นพบมีความขัดแย้ง/สอดคล้องกับสมมุติฐานวิจัย และผลงานวิจัยในอดีตอย่างไร พร้อมทั้งเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น ในตอนสุดท้ายเป็นการอภิปรายข้อจำกัด หรือข้อบกพร่อง ข้อดีเด่น ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอแนะในทางปฏิบัติและข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไป
และสุดท้ายคือ
  6) ส่วนอ้างอิงและผนวก เนื้อหาสาระในบทความวิจัยส่วนสุดท้าย ได้แก่ส่วนอ้างอิงและผนวก ส่วนอ้างอิงประกอบด้วย บรรณานุกรม และเชิงอรรถ ตลอดจนบันทึกหรือหมายเหตุของผู้วิจัย ส่วนที่เป็นผนวกคือส่วนที่ผู้วิจัย นำเสนอสาระที่ผู้อ่านควรได้รับรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่นำเสนอในบทความ เช่น ตัวอย่างเครื่องมือวิจัย เป็นต้น เมื่อเปรียบเทียบเนื้อหาสาระในบทความวิจัยกับรายงานการวิจัยโดยทั่วไป จะเห็นได้ว่าความจำกัดของเนื้อที่ในวารสารทำให้เนื้อหาสาระในบทความวิจัยมีขนาดสั้น กะทัดรัดมากกว่ารายงานการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาสาระในส่วนนำของบทความวิจัยจะสั้นและรัดกุมมาก เพราะบทนำ และบทที่สองเกี่ยวกับรายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยใน รายงานวิจัยนั้นถูกหลอมรวมเป็นส่วนนำของบทความวิจัย นอกจากนี้เนื้อหาสาระในส่วนนำของบทความวิจัยยังเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยใน
อดีตกับบทความวิจัย
ดังจะเห็นได้จากบทความวิจัยส่วนใหญ่ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล จะเริ่มส่วนนำโดยการอ้างอิงผลงานวิจัยในอดีตว่ามีส่วนทำให้เกิดบทความวิจัยนี้ได้อย่างไรทั้งสิ้น สำหรับเนื้อหาสาระในส่วนอื่นๆ แม้จะไม่แตกต่างจากรายงานการวิจัย แต่สาระในบทความวิจัยมีข้อความสั้น กะทัดรัดมากกว่าในรายงานการวิจัย





16. หน่วยสมรรถนะร่วม (ถ้ามี)


N/A


17. อุตสาหกรรมร่วม/กลุ่มอาชีพร่วม (ถ้ามี)


N/A


18. รายละเอียดกระบวนการและวิธีการประเมิน (Assessment Description and Procedure)


ทดสอบโดยการใช้ข้อสอบข้อเขียนแบบข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก



 


ยินดีต้อนรับ